Wednesday, December 24, 2008

การศึกษาสังเกตการจัดสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกห้องเรียน
(PROF 1)
บทที่ 1
สภาพแวดล้อมของเด็กปฐมวัย

ความหมายของสภาพแวดล้อมในโรงเรียนอนุบาล
สภาพแวดล้อม ตามความหมายทั่วไปของพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 หมายความถึง “ธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่” ความหมายนี้จะกล่าวถึงธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต หรือทรัพยากรธรรมชาติก็ได้
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2548: 7) ได้ให้ความหมายของสภาพแวดล้อมในโรงเรียนปฐมวัยว่า หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโรงเรียนปฐมวัยศึกษาที่แวดล้อมตัวเด็ก มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและการเรียนรู้ของเด็ก
ทัศนา แก้วพลอย (2544: 197) กล่าวว่า การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย หมายถึง การจัดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่ รวมทั้งบุคลากรที่เกี่ยวข้องในสถานศึกษาปฐมวัย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
ขวัญจิรา ภู่สังข์ และคณะ (2543: 49) กล่าวถึงความหมายของการจัดสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาปฐมวัยว่า หมายถึง อาคารสถานที่และบริเวณโรงเรียนที่ใช้เป็นที่จัดการเรียนการสอน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน มีความสำคัญต่อนักเรียน และผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา
บุญเสริม พูลสงวน (2530: 5) ได้ให้ความหมายของ “สิ่งแวดล้อม” ไว้ว่า สิ่งใดก็ตามไม่ว่าจะเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ แล้วมีผลเกี่ยวข้องกับตัวเราไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น บุญเสริม พูลสงวน ได้จัดสิ่งแวดล้อมออกเป็น 2 พวก คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
จากความหมายที่กล่าวมา สามารถสรุปความหมายของการจัดสภาพแวดล้อมได้ว่า การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อม ในสถานศึกษาปฐมวัยทั้งภายในห้องเรียน ภายนอกห้องเรียน เพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้รับประสบการณ์จากการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างมีความสุข สนุก สบาย สะดวก ปลอดภัย ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี

แนวคิดพื้นฐานในการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย
การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยมีแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญหลายประการที่ต้องนำมาพิจารณาในการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อพัฒนาเด็ก แนวความคิดที่สำคัญได้แก่ แนวความคิดในการจัดสถานศึกษา แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนา แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้และแนวความคิดเกี่ยวกับจิตสำนึกที่มีต่อสภาพแวดล้อม
1. แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษากับการจัดสภาพแวดล้อม
การจัดการศึกษาปฐมวัยได้ยึดแนวคิดของผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเด็กกับการศึกษาระดับปฐมวัยหลายท่าน ซึ่งจะขอกล่าวถึงท่านต่อไปนี้
จอห์น ล็อค ความคิดของล็อค เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว เขาเชื่อว่าสภาพแวดล้อมมีความสำคัญต่อการเป็นอยู่ของเด็กมากกว่าลักษระภายในหรือพันธุกรรม เด็กทุกคนเกิดมามีความสามารถด้านการเรียนรู้และด้านสมองเท่าเทียมกัน สิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กแตกต่างกันก็เนื่องจากองค์ประกอบของสภาพแวดล้อม
เพียเจท์ มีแนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กว่า พัฒนาการแต่ละขั้นจะมีลักษณะบ่งชี้ถึงความปกติของพัฒนาการแต่ละขั้นนั้นๆ เด็กแต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะแต่ละด้าน วิธีการเรียนรู้แตกต่างกัน และวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การเรียนรู้ที่เกิดจากการเล่นและสิ่งที่เป็นรูปธรรม สภาพแวดล้อมที่จัดในสถานศึกษาจึงต้องมีความหลากหลาย
เปสตาลอสซี เชื่อว่า เด็กแต่ละคนแตกต่างกันทั้งด้านความสนใจและอัตราการเรียนรู้ เด็กจะเรียนรู้และเข้าใจเมื่อเด็กมีความพร้อม และประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม
เฟรอเบล มีความเชื่อว่า การส่งเสริมการพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็กด้วยการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ใช้การเล่นและกิจกรรมเป็นเครื่องมือ นอกจากนั้นการจัดสถานที่ สภาพแวดล้อมให้ร่มเย็นช่วยส่งเสริมพัฒนาของเด็ก
มอนเตสซอรี่ มีความคิดแตกต่างจากเฟรอเบลบ้างเล็กน้อย มอนเตสซอรี่มีแนวความคิดว่า การจัดกิจกรรมหรือการจัดประสบการณ์ให้เด็กควรให้เสรีภาพในการแสวงหาความรู้ และเป็นไปด้วยความสมัครใจ และความคิดถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล สภาพแวดล้อมที่จัดให้เด็กควรคำนึงถึงความต้องการและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
จากแนวความคิดข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การจัดสภาพแวดล้อมให้กับเด็กควรเหมาะสมกับเด็กทั้งขนาด รูปร่าง ความเหมาะสม และการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยต้องยึดหลักการและแนวความคิดของนักการศึกษา กล่าวคือ การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยต้องยึดหลักเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็กได้มีเครื่องเล่น ใช้การเล่นเป็นสื่อ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน สภาพแวดล้อมที่จัดควรเป็นสภาพแวดล้อมที่ให้ประสบการณ์ตรง และให้เสรีภาพในการแสวงหาความรู้ตามความสามารถและความแตกต่างของแต่ละบุคคล
2. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อม
พัฒนาการเริ่มต้นตั้งแต่การปฏิสนธิต่อเนื่องไปตลอดชีวิต พัฒนาการของคนแต่ละด้านเป็นไปตามลำดับขั้นตอน โดยขั้นตอนที่ได้พัฒนาไปแล้วจะเป็นพื้นฐานของขั้นตอนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น พัฒนาการแต่ละด้านของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะแรกของชีวิตนั้น แม้จะมีลักษณะร่วมกันหลายประการ แต่ในการพัฒนาการแต่ละด้านมีทฤษฏีเฉพาะอธิบายได้ แนวในการจัดสภาพแวดล้อม ในสถานศึกษาปฐมวัยต้องพิจารณาถึงทฤษฎีพัฒนาการเด็กด้วยจึงต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมแก่เด็กปฐมวัย
2.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางกาย กีเซล (Gesell) อธิบายถึงพัฒนาการทางกายที่มีรูปแบบที่แน่นอนและเป็นไปตามลำดับขั้น สภาพแวดล้อมมีส่วนช่วยส่งเสริมและต่อเติมพัฒนาการของเด็ก กีเซลเน้นถึงการเติบโตและลักษณะของเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ถึงแม้แบบแผนและขั้นตอนพัฒนาการจะเหมือนกัน พัฒนาการของเด็กเป็นกระบวนการที่ประสานสัมพันธ์กันทุกด้านทั้งร่างกาย จิตใจ ดังนั้นการพัฒนาเด็กจึงต้องพัฒนาไปพร้อมๆกันทุกด้าน ทฤษฎีพัฒนาการทางร่างกายของกีเซลมีส่วนในการจัดสภาพแวดล้อมและการจัดกิจกรรมให้แก่เด็กโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาเด็กให้ครบทุกด้าน
2.2 ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตใจและอารมณ์ ทฤษฎีนี้ ออสูเบล (Ausubel) เห็นว่าเด็กมีอารมณ์ 2 ประเภท คือ อารมณ์ดีและอารมณ์ไม่ดี อารมณ์ของเด็กทั้งสองประเภทเกิดได้จากอิทธิพลของสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ซึ่งการพัฒนาการด้านนี้จะมีผลต่อเนื่องไปถึงบุคลิกภาพของเด็ก
2.3 ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรม สังคมและบุคลิกภาพ ทฤษฎีพัฒนาการจริยธรรม สังคมและบุคลิกภาพ มีบุคคลที่ให้แนวทางเกี่ยวกับทฤษฎีเหล่านี้คือ ฟรอยด์ (Freud) อิริคสัน (Erikson) และดิวอี้ (Dewey) ทั้งสามท่านกล่าวถึงการจัดสภาพแวดล้อมมีบทบาทในการพัฒนาเด็กเป็นอย่างมาก เด็กจะเรียนรู้สภาพแวดล้อมการกระทำของเด็กเอง การเรียนรู้และประสบการณ์ที่เด็กได้จากสภาพแวดล้อมจะมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะเด็กกำลังอยู่ในวัยที่รับรู้ มีการเลียนแบบ ดังนั้นสภาพแวดล้อมต่างๆ จะมีผลต่อการพัฒนาทางจริยธรรม สังคมและบุคลิกภาพของเด็กเป็นอย่างมาก
2.4 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา เพียเจท์ (Piaget) เชื่อว่าพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กเกิดจากการที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมซึ่งมนุษย์จะซึมซับประสบการณ์และมีการปรับตัวและปรับโครงสร้างทางสติปัญญาเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ซึ่งโครงสร้างของสติปัญญาในอินทรีย์ต้องมีการปรับโครงสร้างให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับบรูเนอร์ (Bruner) ได้แสดงความคิดเห็นตรงกับเพียเจท์ว่า การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์ การเรียนรู้จะพัฒนาได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับประสบการณ์และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
จากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของทั้งสองท่าน การจัดสภาพแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัยจึงต้องคำนึงถึงหลักการเรียนรู้ว่า สภาพแวดล้อมต้องจัดให้เด็กได้กระทำ สัมผัสด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้เด็กคิดจินตนาการ และเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆรอบตัวที่สัมพันธ์กันจนเกิดเป็นความคิดรวบยอดของสิ่งนั้นๆ
3. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดสภาพแดล้อม
จาการกำหนดนิยามของนักจิตวิทยาว่า “การเรียนรู้” หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลเนื่องมาจากการได้รับประสบการณ์หรือการฝึกฝน พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ควรเป็นไปในลักษณะที่ค่อนข้างถาวรและจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก็ได้
จากความหมายนี้ข้อความที่ระบุว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจากการได้รับประสบการณ์ทั้งเก่าและใหม่ ประสบการณ์ในที่ได้มาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เกิดตามธรรมชาติหรือตามสภาพที่ถูกจัดขึ้น
แนวคิดกับการเรียนรู้ที่นักจิตวิทยาได้สรุปไว้ 4 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มมนุษย์นิยม กลุ่มพฤติกรรมนิยม และกลุ่มผสมผสานกลุ่มนักจิตวิทยา ทั้งสี่กลุ่มมีความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้แตกต่างกันในแต่ละแนวคิดซึ่งในที่นี้แนวคิดของกลุ่มปัญญานิยม และพฤติกรรมมีบทบาทเกี่ยวกับการเรียนรู้และการจัดสภาพแวดล้อมมากที่สุด ซึ่งจะอธิบายสั้นๆ ดังนี้
กลุ่มพฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยาที่สำคัญของกลุ่มพฤติกรรมนิยมคือ วัตสัน (J.B.Watson) ธอร์ไดค์ (Thorndike) และสกินเนอร์ (Skinner) นักจิตวิทยาเหล่านี้มีความเชื่อว่า การเรียนรู้ของมนุษย์นั้นเกิดจากการได้มีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
กลุ่มปัญญานิยม ซึ่งนักจิตวิทยาที่สำคัญ คือ บรูเนอร์(Bruner) และออสูเบล (Ausubel) ซึ่งเชื่อกันว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคลและจะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตลอกเวลาที่บุคคลได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในการจัดกิจกรรมการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกให้มากที่สุด และครูควรจัดสภาพการณ์ต่างๆ เพื่อเอื้อให้เด็กได้ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง
จะเห็นได้ว่า กลุ่มนักจิตวิทยาปัญญานิยมและกลุ่มพฤติกรรมนิยม เน้นการเรียนรู้ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นสถานศึกษาปฐมวัยจึงควรพิจารณาจัดสถานศึกษาที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้แก่เด็กโดยอาศัยที่จูงใจเด็กและบุคคลให้มาสถานศึกษา
4. แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างจิตสำนึกที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมึ
จิตสำนึกในเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งที่ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องปลูกฝังให้แก่เด็กปฐมวัย การที่จะสร้างจิตสำนึกให้แก่เด็กได้ ครูควรต้องเข้าใจในเรื่องที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ ความหมายของจิตสำนึกและการสร้างจิตสำนึกของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อม
4.1 ความหมายของจิตสำนึก คำว่า “จิตสำนึก” หมายถึง ภาวะที่จิตตื่นรู้ตัว สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 (พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530) จิตสำนึกที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อมจึงพอสรุปความหมายสั้นๆ ได้ว่าเป็นภาวะจิตสำนึกที่สามารถตอบสนองต่อการจัดสภาพแวดล้อมทั้งประสาทสัมผัสทั้ง 5
4.2 การสร้างจิตสำนึกของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดสภาพแวดล้อม จิตสึกของเด็กปฐมวัยที่มีต่อกาจัดสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ และครูผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยในสถานศึกษาควรปลูกฝังและสร้างความรู้สึกและภาวะที่ดีต่อการจัดสภาพแวดล้อมในสานศึกษาให้แก่เด็ก เช่น วิธีการดูแลรักษาสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ การถนอม การใช้ และการจัดสภาพแวดล้อมให้สวยงามเป็นระเบียบ ไม่เป็นผู้ทำลาย และดูแลรักษาไม่ให้ถูกทำลาย การสร้างจิตสำนึกของเด็กต้องอาศัยระยะเวลา ความสม่ำเสมอ และมีต้นแบบที่ดีในการสร้างจิตสำนึกมีขั้นตอนที่สำคัญ 3 ขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นสร้างความตระหนัก ขั้นนี้ครูต้องทำให้เด็กมองสิ่งรอบๆตัวและตัวเด็กเองว่าสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาและตัวเด็กเองมีความสำคัญ เช่น ถ้าเด็กเห็นว่าห้องเรียนสกปรกจะทำให้ตัวเด็กสุขภาพไม่ดี ไม่สบายตาหรือสบายใจแต่ถ้าห้องเรียนสะอาด เขาจะมีความสบายตาสบายใจและมีผลทำให้เขามีสุขภาพดี
2. ขั้นให้ความรู้ ขั้นนี้ครูควรให้พื้นฐานเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบที่เขามีต่อสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย แนวทางในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ซึ่งขั้นนี้ครูควรให้เด็กเรียนรู้จากสภาพความเป็นจริงซึ่งอยู่รอบตัวเด็ก
3. ขั้นสร้างเสริมเจตคติ การร้างเสริมเจตคติสามรถทำได้โดยการสร้างค่านิยมในการใช้อุปกรณ์ เครื่องในสถานศึกษาอย่างประหยัด สร้างนิสัยให้เด็กเกิดความรู้สึกรับผิดชอบ รู้ผิดชอบชั่วดี โดยการให้เด็กเห็นตัวแบบที่ดีและฝึกปฏิบัติจริง เพื่อสร้างจิตสำนึกให้แก่เด็กควรทำหลายๆวิธี และทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการย้ำและปลูกฝัง ทั้งนี้การปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้แก่เด็กต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะ ความสนใจและความต้องการของเด็กปฐมวัยด้วย
จากความหมายของสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาและแนวคิดพื้นฐานในการจัดสภาพแวดล้อมพอสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ว่า ในการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการให้เด็กครบทุกด้าน สภาพแวดล้อมควรเป็นพัฒนาการให้เด็กครบทุกด้านนั้น นักการศึกษา นักจิตวิทยาที่สำคัญหลายท่านเน้นความสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาได้นั้น สภาพแวดล้อมในสถานศึกษาที่จัดให้เด็กต้องยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง สภาพแวดล้อมที่จัดให้ประสบการณ์ตรงและจูงใจเด็กให้เด็กอยากเรียนรู้ เมื่อเด็กอยากเรียนรู้เด็กจะอยากมาสถานศึกษา นอกจากนั้นสิ่งที่สถานศึกษาขาดไม่ได้คือการจัดประสบการณ์ต่างๆ ให้เด็กเกิดความรู้สึกที่จะช่วยจัดสภาพแวดล้อม ดูแลสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบสวยงาม ถนอมดูแลและใช้สื่อ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องเล่นอย่างถูกวิธี และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ตลอดจนดูแลรักษาไม่ให้ถูกทำลาย
ความสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย
ช่วงชีวิตในวัยปฐมวัย เป็นช่วงชีวิตที่มีความสำคัญมาก เด็กจะพัฒนาและเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากที่สุดในช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กเข้ามาในสถานศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จากการปฏิบัติกิจกรรมซึ่งครูเป็นผู้จัดให้ นอกจากกิจกรรมและประสบการณ์แล้วอีกสิ่งหนึ่งซึ่งครูและสถานศึกษาเป็นผู้จัดให้แก่เด็กคือ สภาพแวดล้อม การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและมีคุณค่า ทำให้เด็กได้ประสบการณ์ตรงเกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น จากสภาพแวดล้อมทางภายในและภายนอกห้องเรียน เด็กสามารถค้นคว้า ทดลอง สังเกต หาเหตุผลและขยายประสบการณ์ให้เด็กได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กปฐมวัยส่วนหนึ่ง
การที่เด็กปฐมวัยจะเจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประเทศชาตินั้น ขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูที่เด็กได้รับในวัยปฐมวัย การจัดสภาพแวดล้อมมีผลต่อการสร้างเสริมพัฒนาการเด็กอย่างมาก เมต้นตั้งแต่สภาพแวดล้อมทางบ้านซึ่งมีพ่อแม่ ญาติ และผู้ ใกล้ชิด คอยดูแลลำดับต่อมาเป็นสภาพแวดล้อมนอกบ้าน สภาพแวดล้อมนอกบ้านที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยมากคือ สภาพแวดล้อมในสถานศึกษา
บุญเยี่ยม จิตรคอน (2537: 330) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมสำหรับเด็กปฐมวัยว่า สภาพแสดล้อมมีอิทธิพลและความสำคัญแก่เด็กอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเด็กปฐมวัยสถานที่ให้การศึกษาอบรมเด็กควรจัดเตรียมทั้งสภาพภายในและภายนอกห้องเรียน สิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์ต่างๆ ควรมีให้เพียงพอ เหมาะสมกับวัยและความสนใจและตกแต่งให้น่าดู จัดวางให้เด็กได้เลือกเล่นอย่างสนุกสนาน เลือกใช้และทดลองอย่างสะดวกสบาย ปลอดภัย สภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษาจึงควรมีสภาพคล้ายคลึงบ้านของเด็กให้มากที่สุด เพื่อที่เด็กจะได้มีความอบอุ่น
ทัศนา แก้วพลอย (2544 : 198-199) กล่าวถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยว่า อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมต่างๆ ในสถานศึกษาปฐมวัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งหย่อนไปกว่าตัวครูที่จะสร้างความเจริญงอกงามและพัฒนาการทุกด้านให้กับตัวเด็ก อีกทั้งยังมีอิทธิพลเหนือจิตใจและพฤติกรรมตลอกจนการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้แก้บุคลากรทุกคนในสถานศึกษา สภาพแวดล้อมในโรงเรียนปฐมวัยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ สภาพแวดล้อมส่วนที่เป็นบุคคล ได้แก่ ครู นักเรียน คนงานภารโรง ฯลฯ และสภาพแวดล้อมส่วนที่เป็นวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ อาคารสถานที่ ห้องเรียน สื่อวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ฯลฯ
ความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดเตรียมความรู้และประสบการณ์ให้กับเด็ก ส่วนครู บุคลากรและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน ดังนั้นสถานศึกษาจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องต่อความต้องการของเด็กและบุคลากรตามที่เน้นให้เห็นความสำคัญ

จุดมุ่งหมายในการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัย
สถานศึกษาปฐมวัยเป็นสถานศึกษาที่จัดสภาพแวดล้อมให้แก่เด็ก เล่น กิน นอนและอยู่กันอย่างมีความสุข มีความปลอดภัย และเกิดการเรียนรู้ การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยได้มีนักการศึกษาให้ข้อคิดเห็นไว้ดังต่อไปนี้
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา (2523) ได้กล่าวถึงจุดประสงในการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยว่า เพื่อสร้างความอบอุ่นมั่นใจ สนใจมาโรงเรียนและอยากมาโรงเรียน
สำหรับเรื่องนี้สามารถสรุปได้ว่า จุดประสงค์ของการจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยมี 6 ประการ ดังนี้
1. เพื่อเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
2. เพื่อส่งเสริมสัมพันธ์ภาพระหว่างบ้านและสถานศึกษาปฐมวัย
3. เพื่อให้ความสะดวกแก่เด็กปฐมวัย ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาปฐมวัย
4. เพื่อช่วยผ่อนแรงและประหยัดเวลาแก่ครูในการจัดประสบการณ์ ให้แก่เด็กปฐมวัย
5. เพื่อสร้างบรรยากาศให้เด็กได้เกิดความอบอุ่น มั่นใจ สนใจ รักและอยากมา สถานศึกษา
6. เพื่อช่วยตกแต่งสถานศึกษาให้สวยงามทำให้สถานศึกษาน่าสนใจ


บทที่ 2
การศึกษาสังเกตการณ์จัดสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกห้องเรียน
ในสถานฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพครู

การจัดสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาปฐมวัยเป็นสถานที่ที่จัดให้เด็กปฐมวัยอยู่ร่วมกัน มีความสำคัญต่อเด็กเนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยนี้สนใจที่จะเรียนรู้ ค้นคว้า ทดลอง และต้องการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ดังนั้น การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสมตามความต้องการของเด็ก จึงมีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการเรียนรู้ของเด็ก เด็กสามารถเรียนรู้จากการเล่นที่เป็น ประสบการณ์ตรงที่เกิดจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า จึงจำเป็นต้องจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของหลักสูตร เพื่อส่งผลให้บรรลุจุดหมายในการพัฒนาเด็ก

1. การจัดสภาพแวดล้อมภายในอาคาร
1.1 การจัดห้องต่างๆ ภายในโรงเรียน
1.1.1 ห้องเรียนควรมีขนาด 5 x 7 เมตร หรือขนาด 6 x 8 เมตร เนื้อที่ในห้องเรียนเฉลี่ยแล้วต้องมีเนื้อที่ 1 ตารางเมตร ต่อนักเรียน 1 คน ขนาดห้องเรียนแต่ละห้องต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 35 ตารางเมตร และห้องเรียนควรมีครบตามจำนานชั้นที่โรงเรียนจัด
1.1.2 ห้องเรียนควรมีแสงสว่างพอเพียงและแสงเข้าถูกทิศทาง มีอากาศถ่ายเทสะดวกโปร่งสบายโดยมีอากาศประมาณ 2.25 ลูกบาศก์เมตรต่อนักเรียน 1 คน รวมพื้นที่หน้าต่างประตูแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ห้อง
1.1.3 ความสูงของเพดานห้องเรียนต้องไม้น้อยกว่า 2.80 เมตร
1.1.4 หน้าต่างควรมีเพียงพอเพื่อให้แสงสว่าง และอากาศถ่ายเทได้สะดวกตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งควรมีเนื้อที่หน้าต่างและช่องแสงภายนอกไม่น้อยกว่าหนึ่งในแปดของพื้นที่ของห้องเรียนและขอบหน้าต่างควรมีความสูงให้เด็กสามารถมองเห็นข้างนอกห้องได้
1.1.5 พื้นห้องควรเป็นพื้นไม้ หรือวัสดุที่เด็กสามารถนั่งหรือนอนเล่นได้
1.1.6 ฝาผนังกั้นห้องเรียนความมีฝาผนังกั้นเป็นสัดส่วนและเรียบร้อย ควรทาสีอ่อนๆเพื่อเพิ่มความสว่างและทำให้สวยงาม
การจัดสภาพแวดล้อมจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
๑.ความสะอาด ความปลอดภัย
๒.ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น
๓.ความสะดวกในการทำกิจกรรม
๔.ความพร้อมของอาคารสถานที่ เช่น ห้องเรียน ห้องน้ำห้องส้วม สนามเด็กเล่น ฯลฯ
๕.ความเพียงพอเหมาะสมในเรื่องขนาด น้ำหนัก จำนวน สีของสื่อและเครื่องเล่น
๖.บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดที่เล่นและมุมประสบการณ์ต่าง ๆ

จากการที่ผู้สังเกตได้ศึกษาสังเกตสภาพแวดล้อมภายในอาคารการจัดห้องเรียน ภายในโรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ พบว่า ทางโรงเรียนได้เปดการสอนเพียงระดับเดียว คือ ระดับอนุบาล ซึ่งห้องเรียนในวัยอนุบาลจะมีทั้งหมด 15 ห้องด้วยกัน ระดับชั้นอนุบาลมี 3 ระดับ คือ ระดับอนุบาล 1-3ระดับละ 5 ห้องเรียน หน้าห้องเรียนแต่ละห้องจะไม่มีชั้นวางรองเท้าไว้ให้เด็ก เพราะจะให้เด็กนำไปเก็บไว้ในห้องที่เป็นชั้นเก็บของส่วนตัว และโต๊ะรับประทานอาหารมีอยู่เฉพาะที่ คืออยู่บริเวณโรงอาหาร เด็กทุกคนจะทานอาหารพร้อมๆ กัน มีห้องน้ำอยู่นอกห้องเรียน และในห้องเรียน
1.2 การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540, หน้า 118) ได้ให้แนวคิดและหลักสำคัญในการจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนไว้ว่า ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะอาด เป้าหมายการพัฒนาเด็ก ความเป็นระเบียบ ความเป็นตัวของตัวเอง การทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นใจ และมีความสุข ควรจัดแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสมกับการประกอบกิจกรรมตามหลักสูตร กล่าวคือ
1.1 พื้นที่อำนวยความสะดวกเพื่อเด็กและครู ที่แสดงผลงานของเด็ก อาจจัดทำเป็นแผ่นป้าย หรือที่แขวนผลงาน ที่เก็บแฟ้มผลงานเด็ก อาจจัดเป็นกล่อง หรือจัดใส่แฟ้มรายบุคคล ที่เก็บเครื่องใช้ส่วนตัวของเด็ก อาจทำเป็นช่องตามจำนวนเด็ก ที่เก็บเครื่องใช้ของครู เช่น อุปกรณ์การสอน ของส่วนตัวของครู ฯลฯ ป้ายนิเทศตามหน่วยการสอนหรือสิ่งที่เด็กสนใจ
1.2 พื้นที่ปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ต้องกำหนดให้ชัดเจน ควรมีพื้นที่ที่เด็กสามารถจะทำงานได้ด้วยตนเอง และทำกิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจากกิจกรรมหนึ่งไปยังอีกกิจกรรมหนึ่งโดยไม่รบกวนผู้อื่น
1.3 พื้นที่จัดมุมประสบการณ์หรือมุมเล่น สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพของห้องเรียน จัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน เช่น มุมบล็อกอยู่ห่างจากมุมหนังสือ มุมบทบาทสมมุติอยู่ติดกับมุมบล็อก มุมวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้มุมศิลปะ ฯลฯ ที่สำคัญจะต้องมีของเล่น วัสดุอุปกรณ์ในมุมอย่างเพียงพอต่อการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นในมุมประสบการณ์อย่างเสรีมักถูกกำหนดไว้ในตารางกิจกรรมประจำวัน เพื่อให้โอกาสเด็กได้เล่นอย่างเสรีประมาณวันละ 60 นาที การจัดมุมประสบการณ์ต่าง ๆ ครูควรคำนึงถึง คือ

1.3.1 ในห้องเรียนควรมีมุมประสบการณ์อย่างน้อย 3 – 5 มุม
1.3.2 ควรได้มีการผลัดเปลี่ยนสื่อของเล่นตามมุมบ้าง ตามความสนใจของเด็กบ้าง
1.3.3 ควรจัดให้มีประสบการณ์ที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้ว ปรากฏอยู่ในมุมประสบการณ์ เช่น เด็กเรียนรู้เรื่องผีเสื้อ ครูอาจจัดให้มีการเลี้ยงตัวหนอน หรือมีผีเสื้อสต๊าฟใส่
กล่องไว้ให้เด็กดูในมุมธรรมชาติหรือมุมวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
1.3.4 ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการจัดมุมประสบการณ์ ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็นเจ้าของ อยากรู้ อยากเข้าเล่น
1.3.5 ควรเสริมสร้างวินัยให้แก่เด็ก โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า เมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องจัดเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเข้าที่ให้เรียบร้อย

มุมประสบการณ์ที่ควรจัดให้เด็กปฐมวัยมีดังต่อไปนี้
มุมบล็อก
เป็นมุมที่จัดเก็บบล็อกไม้ตันที่มีขนาดและรูปทรงต่างๆกัน เด็กสามารถนำมาเล่นต่อประกอบกัน เป็นสิ่งต่าง ๆ ตามจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
การจัด
มุมบล็อกเป็นมุมที่ควรจัดให้อยู่ห่างจากมุมที่ต้องการความสงบ เช่น มุมหนังสือ ทั้งนี้เพราะเสียงจากการเล่นก่อไม้บล็อก อาจทำลายสมาธิเด็กที่อยู่ในมุมหนังสือได้ นอกจากนี้ยังควรอยู่ห่างจากทางเดินผ่านหรือทางเข้าออกของห้องเพื่อไม่ใช้กีดขวางทางเดินหรือเกิดอันตรายจากการเดินสะดุดไม้บล็อก
การจัดเก็บไม้บล็อกเหล่านี้ ควรจัดวางไว้ในระดับที่เด็กสามารถหยิบมาเล่น หรือนำเก็บด้วยตนเองได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และควรได้ฝึกให้เด็กหัดจัดเก็บเป็นหมวดหมู่เพื่อความเป็นระเบียบ สวยงาม
มุมหนังสือ
ในห้องเรียนควรมีที่เงียบสงบ สำหรับให้เด็กได้ดูรูปภาพ อ่านหนังสือนิทาน ฟังนิทาน ผู้สอนควรได้จัดมุมหนังสือให้เด็กได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ และได้ทำกิจกรรมสงบๆตามลำพังหรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
การจัด
มุมหนังสือ เป็นมุมที่ต้องการความสงบควรจัดห่างจากมุมที่มีเสียง เช่นมุมบล็อก มุมบทบาทสมมติ ฯลฯ และควรจัดบรรยากาศจูงใจให้เด็กได้เข้าไปใช้เพื่อเด็กจะได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือและปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก

มุมบทบาทสมมติ
มุมบทบาทสมมติ เป็นมุมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้นำเอาประสบการณ์ที่ได้รับจากบ้านหรือชุมชนมาเล่นแสดงบทบาทสมมติ เลียนแบบบุคคลต่างๆ ตามจินตนาการของตน เช่น เป็นพ่อแม่ในมุมบ้าน เป็นหมอในมุมหมอ เป็นพ่อค้าแม้ค้าในมุมร้านค้า ฯลฯ การเล่นดังกล่าวเป็นการปลูกฝังความสำนึกถึงบทบาททางสังคมที่เด็กได้พบเห็นในชีวิตจริง
การจัด
มุมบทบาทสมมตินี้ ควรอยู่ใกล้มุมบล็อกและอาจจัดให้เป็นสถานที่ต่างๆ นอกเหนือจากการจัดเป็นบ้าน โดยสังเกตการเล่นและความสนใจของเด็กว่ามีการเปลี่ยนแปลงบทบาทการเล่นจากบทบาทเดิมไปสู่รูปแบบการเล่นอื่นหรือไม่ อุปกรณ์ที่นำมาจัดก็ควรเปลี่ยนไปตามความสนใจของเด็กเช่นกัน ดังนั้นมุมบทบาทสมมติจึงอาจจัดเป็นบ้าน ร้านอาหาร ร้านขายของ ร้านเสริมสวย โรงพยาบาล เป็นต้น ในขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่นำมาจัดให้เด็กต้องไม่เป็นอันตรายและมีความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น
มุมวิทยาศาสตร์
มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษาเป็นมุมเล่นที่ผู้สอนจัดรวบรวมสิ่งของต่างๆ หรือสิ่งที่มีในธรรมชาติมาให้เด็กได้สำรวจ สังเกต ทดลอง ค้นพบด้วยตนเองซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก
การจัด
มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษาเป็นมุมที่ต้องการความสงบคล้ายมุมหนังสือ จึงอาจจัดไว้ใกล้กันได้ และเพื่อเร้าให้เด็กสนใจในสิ่งที่นำมาแสดง ของที่จัดวางไว้จึงควรอยู่ในระดับที่เด็กหยิบ จับ ดูวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้นได้โดยสะดวก และสิ่งที่นำมาตั้งแสดงนั้น ไม่ควรจะตั้งแสดงของสิ่งเดียวกันตลอดปี แต่ควรจะปรับเปลี่ยนให้น่าสนใจ
มุมศิลปะ
กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาเด็กได้หลายด้าน เช่น ทางด้านกล้ามเนื้อมือ ซึ่งจะช่วยให้มือของเด็กพร้อมที่จะจับดินสอเขียนหนังสือได้เมื่อไปเรียนในชั้นประถมศึกษา นอกจากนี้ยังช่วยในการพัฒนาทางอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เด็กจะมีโอกาสทำงานตามลำพังและทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักปรับตัวที่จะทำงานด้วยกันและส่งเสริมจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นการจัดให้มีมุมศิลปะจึงเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กได้พัฒนามากขึ้นและ ยังสนองความสนใจ ความต้องการของเด็กวัยนี้ได้เป็นอย่างดี
การจัด
มุมศิลปะเป็นมุมหนึ่งที่เด็กต้องใช้สมาธิในการทำงาน จึงควรจัดให้อยู่ในบริเวณมุม ที่ต้องการความสงบ เช่นกัน อาจจัดเป็นโต๊ะสำหรับให้เด็กทำงานศิลปะ โดยมีผ้าพลาสติก หรือกระดาษปูกันเลอะเทอะก่อนทำงาน และจัดวางอุปกรณ์ทำงานศิลปะไว้บนโต๊ะ หรือจัดให้มีกระดานขาหยั่งสำหรับเด็กเขียนภาพระบายสีน้ำ

การสะท้อนภาพถ่ายการจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน


ภาพที่ 1 สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน





ที่มา : โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์
วันที่ 19 ธันวาคม 2551
ผู้ถ่ายภาพ : นางสาวชลาลัย มีสำราญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
กิจกรรม : สภาพแวดล้อมภายในห้องจะมีห้องน้ำสำหรับเด็กอยู่ด้วย เพื่อความสะดวกใน
การทำกิจวัตรของเด็ก โดยมีขนาดจะไม่ใหญ่มาก การจัดตั้งก็ไม่สูงพอดีกับ
ความสูงของเด็ก เหมาะสมและมีความปลอดภัย


ภาพที่ 2 สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน






ที่มา : โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์
วันที่ 19 ธันวาคม 2551
ผู้ถ่ายภาพ : นางสาวชลาลัย มีสำราญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
กิจกรรม : การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้อง จะมีมุมประสบการณ์ ทั้งหมด 6 มุม คือ มุม
ดนตรี มุมศิลปะ มุมเกมการศึกษา มุมอ่าน มุมวิทยาศาสตร์ มุมบทบาทสมมติ
แต่มุมแต่ละมุมจะอยู่ใกล้กันมาก ซึ่งทำให้ไม่สะดวกในการทำกิจกรรม
เนื่องจากในห้องมีพื้นที่น้อย

สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน
การจัดบริเวณและเนื้อที่
สมร ทองดี (2547 : 91) สภาพแวดล้อมที่เป็นสถานที่ควรมีลักษณะดังนี้
1.ที่ตั้งโรงเรียน
1.1ที่ตั้งของโรงเรียนต้องไม่ไกลจากชุมชนมากเกินไป การไปมาสะดวก
1.2มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่อยู่ใกล้แหล่งเสื่อมโทรม ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น หรือกลิ่น หรือควันรบกวนทั้งอยู่ไกลจากแหล่งอันตรายต่างๆ
1.3สภาพพื้นที่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างโรงเรียน ที่ดินจะต้องไม่มีหลุมบ่อหรือเอียงลาดชันมาก จนทำการก่อสร้างยาก ชนิดของดินต้องมีคุณสมบัติดูดซึมและระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ท่วมปลูกต้นไม้ได้ง่าย
1.4ควรมีสายเมนไฟฟ้า ประปา และท่อระบายน้ำผ่านใกล้เคียง
2.บริเวณ
2.1โรงเรียนอนุบาลควรมีเนื้อที่กว้างพอสมควร โดยยึดหลักนักเรียน 1 คน ต่อเนื้อที่ 10 ตารางเมตร
2.2โรงเรียนอนุบาลควรมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 8 ไร่
2.3 เด็กวัยนี้ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โรงเรียนควรมีสนามสำหรับให้เด็กวิ่งเล่น และจัดกิจกรรมของโรงเรียน โดยถือเกณฑ์เฉลี่ยนักเรียน 1 คน ต่อเนื้อที่สนาม 1 ตารางเมตร พื้นที่สนามราบเรียบไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ ปราศจากสิ่งอันก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็ก
2.4 บริเวณโรงเรียนอนุบาลจัดตกแต่งให้มีลักษณะร่มรื่น สวยงามมีดอกไม้ประดับ และควรมีไม้ที่ร่มเงา บริเวณนี้มิได้เป็นสนามซึ่งสูงต่ำตามลักษณะธรรมชาติอยู่แล้วควรปรับพื้นผิวให้ราบเรียบแต่ปล่อยสูงต่ำเนินธรรมชาติไว้ ควรมีจุดสำหรับนั่งเล่น
3.สนาม โรงเรียนอนุบาล ควรมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 3 ไร่ การจัดสนามควรแบ่งเนื้อออกเป็น 3 ส่วน คือ
3.1 บริเวณที่มีการปูพื้น เช่น ปูแผ่นคอนกรีต ปูอิฐ และควรมีเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา
3.2 บริเวณที่ติดตั้งอุปกรณ์ของเด็ก ควรมีเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา
3.3 บริเวณที่เป็นสนามหญ้า สำหรับเด็กเล่น และจัดกิจกรรมกลางแจ้งควรมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 2 ไร่
3.4 บริเวณโรงเรียนมีความสะอาดเรียบร้อยมีทางระบายน้ำทิ้ง และขยะของเด็ก มีการควบคุ่มดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นโรงเรียนอนุบาลจึงควรมีรั้วกั้นเป็นขอบเขตแน่นอน เพื่อความสะดวกในการดูแลเด็ก
จากการที่นักศึกษาได้ไปศึกษาสังเกตการจัดบริเวณและเนื้อที่ในโรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯ ที่ตั้งโรงเรียนห่างจากชุมชนเล็กน้อยแต่การเดินทางไปมาสะดวก ไม่มีเสียงรบกวน มีเนื้อที่มากพอสมควร บริเวณหน้าห้องจะไม่มีสิ่งกีดขวาง โลงปลอดภัยในการเดิน โต๊ะรับประทานอาหารจะใช้ร่วมกันทั้ง 3 ระดับ สนามเด็กเล่นจะเป็นรูปตัว L อยู่ในพื้นที่ที่เป็นทราย ซึ่งไม่อันตรายกับเด็ก
ในบริเวณโรงเรียนมีเนื้อที่ที่เป็นสนามที่เป็นส่วนเฉพาะเด็กเล่นเครื่องเล่นกับส่วนที่เป็นปูนคอนกรีตซึ่งเป็นบริเวณกว้างซึ่งเอาไว้ให้เด็กทำกิจกรรม
สนามเด็กเล่น
การจัดสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน เยาวภา เดชะคุปต์ (2542 : 26) กล่าวว่า
การเล่นกลางแจ้ง การเล่นนอกห้องเรียน หรือการเล่นกลางแจ้งจะช่วยให้เด็กพัฒนาร่างกาย ให้แข็งแรง และมีสุขภาพที่ดี และมีจินตนากานที่ดี บรรยากาศนอกห้องเรียนจะให้โอกาสเด็กได้ทำกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาด้านร่างกาย การสำรวจ การค้นพบ และการเกิดการเรียนรู้ การทำกิจกรรมนอกห้องเรียนอาจไม่ใช่การวิ่ง การปีนป่านเครื่องเล่นสนามเท่านั้น แต่ครูอาจจะให้เด็กวาดภาพ ปั้นดินเหนียว หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ กล่อง และลังกระดาษเป็นอุปกรณ์ง่ายๆ ที่สามารถจัดไว้นอกห้องเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้สร้างจินตนาการ หรือสร้างสรรค์ดินแดนที่เขาคิดขึ้นในจินตนาการของเขาเอง
เนื้อที่กลางแจ้ง เนื้อที่กลางแจ้งจะเป็นอุปกรณ์ควรเปิดโอกาสให้แก่เด็กได้เกิดประสบการณ์หลากหลาย ถ้าห้องเรียนกับสนามเด็กเล่นอยู่ติดกับอุปกรณ์ที่จัดไว้แก่เกเล่นได้ทั้งในห้องและนอก ห้องเรียน บริเวณสนามเด็กเล่นควรมี ขนาด 7.5 ถึง 100 ตารางฟุต ต่อเด็ก 1 คน เป็นอย่างน้อย ถ้าเด็กหลายกลุ่มมาใช้สนามเด็กเล่น และสนามมีเนื้อจำกัด ควรจัดตารางเวลา ให้เด็กแต่ละกลุ่มหมุนเวียนกับเล่นสนามเด็กเล่นควรอยู่ติดกับห้องนั่งเล่นและควรอยู่ติดกับมุมใดมุมหนึ่งในอาคาร เพื่อที่จะให้ครูดูแลได้ทั่วถึง และบริเวณสนามเด็กเล่นควรสามารถทำความสะอาดได้ง่าย สามารถฉีดน้ำ และแห้งเร็ว และปลอดภัยจากไฟไหม้ พื้นผิวของสนามไม่ควรเป็นพื้นแห้งเพาระถ้าเด็กหกล้มเด็กจะบาดเจ็บได้
สนามเด็กเล่นควรเป็นสัดส่วน โดยควรมีกำแพงหรือฉากกั้นเพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยและครูควรดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่เด็กเล่น แต่ไม่ควรรบกวนขณะที่เด็กเล่นอย่างอิสระ บางส่วนควรมีทั้งมุมที่เด็กจะเล่นได้คนเดียวและเป็นกลุ่มโดยไม่ห่างสายตาครูนัก ที่สนามเด็กเล่นควรปลูกต้นไม้ประดับที่ช่วยทำให้สนามสดชื่น แต่ควรจัดเอาไว้บริเวณที่เด็กจะไม้เหยียบย่ำ การจัดบริเวณให้เหมาะสมช่วยลดความร้อนจากอุณหภูมิได้
ผิวสนามเด็กเล่นที่ดีที่สุด ควรเป็นพื้นหญ้า บางส่วนของสนามควรมีพื้นเป็นเนินเพื่อให้เด็กได้เล่นลื่นไถล และทั้งบริเวณควรจะให้น้ำซึมผ่านได้ดี บางสวนของสนามควรเป็นพื้นแข็งสำหรับให้เด็กได้ถีบจักยาน และไม่ควรมีก้อนอิฐ ก้อนหิน หรือเศษแก้ว บริเวณบ่อทรายหรือบริเวณที่ให้เด็กขุดดินควรจะปลอดภัยจากสัตว์ร้ายต่าง ๆและควรปิดเมื่อไม่ใช้ บ่อทราย ที่ก่อสร้างด้วยคอนกรีตจะใช้ได้ง่ายและราคาถูกกว่าถ้าต้องการใช้นานๆ สนามเด็กเล่นควรมีรั้วขนาดสูงพอประมาฯที่เด็กจะปีนป่ายซึ่งไม่ได้กั้นเอาไว้เพื่อความปลอดภัยบริเวณที่เป็นสนามเด็กเล่น ควรอยู่ทิศทางใต้ของอาคาร เพราะจะได้มีแสงตลอดเวลา


จุดมุ่งหมายของการจัดสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน
นิคม ทาแดง ( 2526 , sohk 227 ) กล่าวถึงจุดหมายของการจัดสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน ไว้ดังนี้
1. การจัดสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เป็นการจัดสถานที่ วัสดุ ครุภัณฑ์ เครื่องเล่นสนามและสถานการณ์ธรรมชาติเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเล่นให้แก่เด็ก เป็นการเสริมสร้างความพร้อมและพัฒนาการทุกด้านให้แก่เด็กปฐมวัย
2. การจัดสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เป็นการบจัดวัสดุครุภัณฑ์ สถานที่ เครื่องเล่นสนาม เครื่องมือและกิจกรรมที่จะส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ และประสาทสัมผัสแก่เด็ก
3. การจัดสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กมีการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อน กับธรรมชาติรอบตัว เด็กได้กระทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันเพื่อส่งเสริมพร้อมด้านอารมณ์และสังคม
4. การจัดสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตื่นตัว มีความกระตือรือร้นแปลกใหม่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมจึงควรมีพื้นที่กว้างขวาง มีวัสดุอุปกรณ์ที่พอเพียงเพื่อจูงใจให้เด็กอยากเรียนรู้ เลียนแบบและศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
5. การจัดสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สตปัญญาโดยมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่น ๆ ให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน
จากการที่ผู้สังเกตได้สังเกตเครื่องเล่นสนามของโรงเรียน พบว่า เครื่องเล่นสนามมีจำนวนที่เหมาะสม แต่อยู่ในพื้นที่ที่แคบ มีลักษณะเป็นแนวยาว เครื่องเล่นสนามมี บ้านจำลอง ชิงช้า กระดานไม้ลื่น มีบ่อทราย ซึ่งบ่อทรายจะมีต้นไม้ใหญ่คลุมและให้ร่มเงา ม้าหมุน ซึ่งเด็กๆ ชอบเล่น มีต้นไม้เล็กใหญ่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เป็นธรรมชาติร่มรื่น



การสะท้อนภาพถ่ายการจัดสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน

ภาพที่ 1 สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน






ที่มา : โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์
วันที่ 19 ธันวาคม 2551
ผู้ถ่ายภาพ : นางสาวชลาลัย มีสำราญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
กิจกรรม : สภาพแวดล้อมภายนอกจะเป็นบริเวณกว้างอยู่ในสนามหญ้า ซึ่งบริเวณนี้จะใช้
เป็นที่ทำกิจกรรมยามเช้าสำหรับเด็ก เช่น เคารพธงชาติ สวดมนต์ ทำกิจกรรม
เคลื่อนไหว เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเพราะเป็นหญ้าทำให้ในที่ทำกิจกรรม
เคลื่อนไหวสะดวกและปลอดภัย




ภาพที่ 2 สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน






ที่มา : โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์
วันที่ 19 ธันวาคม 2551
ผู้ถ่ายภาพ : นางสาวชลาลัย มีสำราญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
กิจกรรม : โรงอาหารสำหรับเด็กอนุบาล จะอยู่ใจกลางโรงเรียนเพื่อให้เด็กทุกชั้นสามารถ
มารับประทานได้อย่างสะดวก มีโต๊ะและเก้าอี้ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ คือมี
ขนาดเล็กกว่าของผู้ใหญ่เพื่อให้เด็กสามารถใช้ได้อย่างสะดวก



ภาพที่ 3 สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน





ที่มา : โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์
วันที่ 19 ธันวาคม 2551
ผู้ถ่ายภาพ : นางสาวชลาลัย มีสำราญ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
กิจกรรม : บริเวณสนามเด็กเล่นจะมีเครื่องเล่นสำหรับเด็กหลากหลายชนิด มีจำนวนที่
พอเหมาะ และขนาดที่เหมาะสม ทำให้เด็กอยากเล่น เมื่อเด็กเล่นจะช่วย
เสริมสร้างให้ร่างกายพัฒนาได้เป็นอย่างดี




บทที่ 3
สรุปผลการศึกษาสังเกตการจัดสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกห้องเรียน
ในสถานฝึกปฏิบัติวิชาชีพครู


การจัดสภาพแวดล้อมเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นการเอื้อต่อการเรียนรู้ รวมถึงพัฒนาเด็กให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ถ้าบ้านและโรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่สร้างเสริมการเรียนรู้ ทำให้เด็กไว้วางใจมีความรู้สึกที่ดีต่อครูและโรงเรียน ทำให้เด็กต้องการที่จะมาทำกิจกรรมต่างๆ เด็กจะเกิดการเรียนรู้อย่างดีที่สุด การจัดสภาพแวดล้อมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเด็ก เด็กจะเกิดความพร้อมในทุกๆด้าน และสามารถเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพที่ดีในอนาคต
ภายในห้องเรียนควรมีสื่อ อุปกรณ์ประกอบการสอน การเล่น ที่มีคุณภาพ หลากหลาย ตลอดจนวัสดุครุภัณฑ์ที่อำนวยความสะดวกให้ครูนักเรียนเพียงพอ มีพื้นที่กว้าง โล่งเหมาะกับการทำกิจกรรมของเด็ก
จากการที่ได้ศึกษาสังเกตการจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียนของโรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ พบว่า การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน มีจำนวนห้องเรียนครบตามจำนวนชั้นที่โรงเรียนจัด พื้นที่ห้องจะปูด้วยกระเบื้อง และใช้กระเบื้องสีที่แตกต่างกับสีพื้นบริเวณอื่นโดยทำเป็นรูปแปดเหลี่ยมเพื่อให้เป็นจุดที่สำหรับให้เด็กนั่งเป็นที่ ห้องมีลักษณะไม่กว้างมากนัก เนื่องจากมีการใช้โต๊ะ เก้าอี้สำหรับใช้ในการเรียนการสอน และยังมีมุมประสบการณ์จึงทำให้พื้นที่ในห้องดูแคบลง มีชั้นสำหรับใส่ของสำหรับเด็ก เช่น ใส่กระเป๋า รองเท้า ชั้นที่ใช้ไม่สูงมากเหมาะสมกับเด็ก ภายในห้องเรียนจะมีมุมประสบการณ์ทั้งหมด 6 มุม เช่น มุมวิทยาศาสตร์ มุมเกมการศึกษา มุมดนตรี มุมอ่าน มุมบาบาทสมมติ และมุมศิลปะสร้างสรรค์ มุมแต่ละมุมจะจัดวางไว้ชิดกับผนัง สามารถเคลื่อนย้ายได้ ส่วนพื้นที่ตรงกลางของห้องเป็นพื้นที่โล่ง มีไว้ให้เด็กทำกิจกรรมและเรียนหนังสือ
ส่วนในเรื่องของความปลอดภัย ในห้องจะมีโต๊ะที่วางซ้อนๆ กันซึ่งอาจเป็นอันตรายกับเด็กได้ ในห้องเรียนพื้นจะเป็นพื้นปูนไม่เหมาะให้เด็กวิ่งเล่น กะบะทรายควรอยู่ห่างจากทางเดินของเด็กเพราะเด็กชอบวิ่งเล่นไปมา
เนื้อที่กลางแจ้ง และอุปกรณ์ควรจัดให้แก่เด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เกิดประสบการณ์หลาหลาย ให้เด็กเลือกเครื่องเล่นที่ตนเองสรใจ ถ้าเด็กหลายกลุ่มมาใช้สนามเด็กเล่น และมีเนื้อที่จำกัด ควรจัดตารางเวลาให้เด็กแต่ละกลุ่มหมุนเวียนกันมาเล่น สนามเด็กเล่นควรติดอยู่กับห้องนั่งเล่นและควรอยู่ชิดมุมใดมุมหนึ่งของอาคารเพื่อให้ครูสามารถดูแลได้ถั่วถึง บริเวณสนามเด็กเล่นได้อย่าง สามารถทำความสะอาดได้ง่าย สามารถฉีดน้ำและแห้งได้รวดเร็ว ผิวของสนามไม่ควรใช้พื้นแข็งเพราะถ้าเด็กหกล้มบาดเจ็บได้ สนามเด็กเล่นดังกล่าวควรมีร่มเงา โดยปลูกต้นไม้เพื่อคลุมร่มเงา แสงสว่าง และเสียง
สนามเด็กเล่นควรมีความเป็นสัดส่วน โดยควรมีกำแพงกั้นเพื่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยและครูควรดูแลอย่างใกล้ชิด ขณะที่เด็กเล่น แต่ไม่ควรรบกวนขณะที่เด็กเล่นอย่างอิสระ และควรมีกำลังลมและแดดเอาไว้บ้าง บางส่วนมีมุมที่เด็กจะเล่นได้ทั้งคนเดียวและเล่นเป็นกลุ่มโดยไม่ห่างสายตาครู ที่สนามเด็กเล่น ควรปลูกต้นไม้ประดับที่ช่วยทำให้สนามสดชื่น แต่ควรจัดเอาไว้ในบริเวณที่เด็กจะไม่เหยียบย่ำ การจัดบริเวณให้เหมาะสมช่วยลดความร้อนจากอุณหภูมิลงได้

จากการศึกษาสังเกตการจัดสภาพแวดล้อมภายนอกของ โรงเรียนอนุบาลแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ พบว่า บริเวณหน้าห้องเรียนจะเป็นพื้นที่โล่งไม่มีสิ่งกีดขวาง เละทุกชั้นสามารถเดินผ่านได้หมด พื้นที่สำหรับรับประทานอาหารจะใช้โรงอาหารที่ใช้รวมกัน มีห้องน้ำอยู่ใกล้มีอ่างล้างมือ เด็กสามารถทำได้ด้วยตนเอง เพราะอ่างล้างมือมีขนาดเหมาะสมกับเด็ก ซึ่งการที่ให้เด็กได้ทำความสะอาดมือทุกครั้งเป็นการส่งเสริมสุขลักษณะที่ถูกต้องของเด็ก มีห้องน้ำอยู่นอกห้องเรียน แต่มีจำนวนน้อยบางครั้งเด็กไปใช้ในห้องน้ำที่เป็นของผู้ใหญ่
ส่วนบริเวณสนามเด็กเล่นจะอยู่ห่างออกไปจากห้องเรียนเพื่อไม่ให้เสียงรบกวนเด็กที่เรียนอยู่ พื้นที่ที่ใช้เป็นพื้นทราย บริเวณสนามมีพื้นที่แคบ แต่ยาว มีเครื่องเล่นที่มากและหลากหลายทำให้เด็กสนใจเล่นเป็นประจำ เครื่องเล่นบางอย่างควรที่จะได้รับการซ่อมแซม เนื่องจากใช้มานานและตากแดด
การตกแต่งบริเวณและเนื้อที่ เนื่องจากโรงเรียนมีพื้นที่น้อยจึงไม่สามารถตกแต่งบริเวณและเนื้อที่ได้มากนัก แต่หน้าห้องทุกห้องจะชื่อและรูปของเด็กแต่ละห้องติดอยู่
ส่วนความปลอดภัยภายนอกห้องเรียน ความปลอดภัยบริเวณหน้าห้องเรียนเป็นพื้นกระเบื้อง บริเวณทางเดินกว้าง เด็กอนุบาล 3 อยู่ชั้น 2 ของตึกจึงทำให้ไม่ค่อยปลอดภัยนักเพราะเด็กบางคนชอบวิ่งขึ้น ลงบันไดเล่น

Tuesday, October 21, 2008

การพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 ปี



แผนการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กอายุ 3 ปี
( กิจกรรมเสริมประสบการณ์ )


ความคิดรวบยอด
เด็กนับตัวเลข1,2,3,4,5 และบอกสีเขียว ส้ม ชมพู ม่วง แดงได้

จุดประสงค์
1.เด็กบอกสีที่ต่างกันได้
2.เด็กปฏิบัติตามคำสั่งได้
3.เด็กเล่นร่วมกับเพื่อนได้
4.เด็กกล้าแสดงออก

เนื้อหา
เด็กสามารถนับตัวเลข1,2,3,4,5 และบอกสี เขียว ส้ม ชมพู ม่วง แดงได้

กิจกรรม
1. ครูทักทายและแนะนำชื่อกับเด็ก
ครู : สวัสดีค่ะครูชื่อครูนุ้ยนะคะ วันนี้เรามาทำกิจกรรมการนับเลขกันดีไหม เด็กอยากทำไหมคะ เด็กลองชูมือขึ้นมาซิคะแล้วเรามานับ 1-5 กัน
2.ครูร้องเพลงให้เด็กฟัง
3. ครูแนะนำกิจกรรม
ครู : เด็กเห็นเลขอะไรที่อยู่ในห้องนี้บ้าง
ครู : เด็กทำนิ้วตามจำนวนตัวเลขที่เห็นนะ
ครูนำบัตรเลขมาสนทนากับเด็ก
ครู : เด็กเห็นสีอะไรบ้าง
ครู : เด็กเห็นสีนี้แล้วนึกถึงอะไร
4. ครูให้เด็กตบอวัยวะตามที่ครูสั่ง ตามจำนวนที่ครูบอก เช่น เลข 2 ให้ตบตัก 2 ครั้ง
5. ครูกำหนดเลขและให้เด็กจับกลุ่มกับเพื่อนให้ได้ตามจำนวนที่ครูกำหนด
ครูเล่านิทานให้เด็กฟังและให้เด็กร่วมกันนับตัวละครที่อยู่ในนิทาน
6. ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม

สื่อ
1.หนังสือนิทาน2.บัตรเลข
ประเมินผล
1.สังเกตเด็กบอกสีที่ต่างกัน
2.สังเกตเด็กปฏิบัติตามคำสั่ง
3.สังเกตเด็กเล่นร่วมกับเพื่อน4.สังเกตเด็กกล้าแสดงออก

ปรับแผน
ครูควรหากิจกรรมที่หลากหลายและให้เด็กสามารถทำได้ทุกคน ใช้น้ำเสียงที่กระตุ้นความสนใจของเด็ก มีเทคนิคที่หลากหลายในการทำกิจกรรม


แผนการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กอายุ 3 ปี
( กิจกรรมกลงแจ้ง )


จุดประสงค์
1.เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายโดยการวิ่งแล้วหยุดไดัทันที
2.เด็กนับตัวเลข 1,2,3,4,5 ได้
3.เด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กในการหยิบและร้อยลูกปัด
4.เด็กสามารถแยกสีที่ต่างกันได้
5.เด็กสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้
6.เด็กมีความสุขในขณะที่ทำกิจกรรม
7.เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรม
8.เด็กสามารถทำความสะอาดร่างกายหลังทำกิจกรรม

เนื้อหา
1. พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่โดยการวิ่งแล้วหยุดไดัทันที
2. พัฒนาอารมณ์ สังคมโดยเล่นร่วมกับผู้อื่น
3.เด็กนับตัวเลข 1,2,3,4,5

กิจกรรม
1.ครูแนะนำกิจกรรมให้เด็กฟัง
-ด่านที่ 1
ครูมีจุดสีสองสี สีแดงให้เด็กวิ่งซิกแซกไปข้างหน้า สีเขียวให้กระโดดสองขาข้ามเส้น
-ด่าน 2
ครูให้เด็กต่อแถวและให้คนหลังสุดใช้ช้อนตักลูกปัดทีละลูกส่งไปให้เพื่อนข้างหน้าเรื่อยๆ จนถึงคนแรกเมื่อถึงแล้วให้ใส่ตะกร้ารวมไว้ในแต่ละแถว
-ด่าน 3
ครูให้เด็กหยิบบัตรตัวเลขมาเสียบไว้ทีละคนจนครบ ให้เด็กคนแรกที่เสียบบัตรมาหยิบลูกปัดมาร้อยกับเชือกโดยใหตรงกับตัวเลขที่เสียบและสีลูกปัดต้องเป็นสีเดียวกับบัตรตัวเลข
2.ครูและเด็กสร้างข้อตกลงร่วมกัน
3.เด็กเล่นเกมด้วยตนเอง
4.ครูดูแลอย่างใกล้ชิดขณะที่เด็กทำกิจกรรม
5.ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม
6.เก็บอุปกรณ์การเล่นและทำความสะอาดร่างกาย

สื่อ
1. สนาม
2.ลูกปัด
3.แผ่นร้อยลูกปัด
4.บัตรตัวเลข
5.ช้อน
6.ตะกร้าใส่ลูกปัด

ประเมินผล
1.สังเกตเด็กเคลื่อนไหวร่างกายโดยการวิ่งแล้วหยุดไดัทันที
2.สังเกตเด็กนับตัวเลข 1,2,3,4,5
3.สังเกตเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กในการหยิบและร้อยลูกปัด
4.สังเกตเด็กสามารถแยกสีที่ต่างกัน
5.สังเกตเด็กสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้
6.สังเกตเด็กมีความสุขในขณะที่ทำกิจกรรม
7.สังเกตเด็กมีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรม
8.สังเกตเด็กสามารถทำความสะอาดร่างกายหลังทำกิจกรรม

ปรับแผน
ครูควรอธิบายขั้นตอนการทำกิจกรรมให้ชัดเจน เสียงดังฟังชัด หากเด็กไม่เข้าใจครูต้องคอยย้ำข้อตกลงกับเด็ก ครูต้องมีเทคนิควิธีการที่กระตุ้นความสนใจของเด็กและควรใช้สื่อที่มีความแข็งแรงทนทานและเหมาะสมกับวัย สื่อมีเพียงพอกับความต้องการของเด็ก




คู่มือการสร้างสื่อ

วัสดุ/อุปกรณ์
1. ฟิวเจอร์บอร์ด ขนาด 18.5×24 นิ้ว จำนวน 1 แผ่น
2. กระดาษกาวย่น 6 สี สีแดง สีเขียว สีชมพู สีม่วง สีส้ม
3. กระดาษแข็งเทาขาว 1 แผ่น
4. ลังกระดาษ ขนาด 1×12 จำนาน 150 เส้น
5. ดินสอ 1 แท่ง
7. กรรไกร 1 ด้าม
8. กาวลาเท็กซ์ 1 ขวด
9. ไม้บรรทัดขนาด 12 นิ้ว 1 อัน
10. คัตเตอร์ 1 อัน
11. เทปใส 1 ม้วน
12. พลาสติกใส 1 เมตร

วิธีทำลูกปัด

1. ตัดลังกระดาษขนาด 1×12 นิ้ว จำนวน 150 เส้น
2. นำลังกระดาษที่ตัดมาม้วนกับแท่งดินสอ เว้นช่วงทากาวประมาณ 1 นิ้วและทากาวยาวตลอดทั้งเส้น ทำอย่างนี้ทั้ง 150 เส้น
3. นำลังกระดาษที่ม้วนเสร็จมาพันกับกระดาษกาวย่น สีแดง30 ลูก สีเขียว 30 ลูก สีชมพู 30 ลูก สีม่วง 30 ลูก สีส้ม 30ลูก

วิธีทำ แผ่นร้อยลูกปัด
1. ตัดแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด 6.5 × 24 นิ้ว จำนวน 3 แผ่น
2. นำแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดที่ตัดแล้วมาติดกระดาษกาวย่นโดยติดสลับช่องละ 1 นิ้ว
3. นำพลาสติกใสมาพับยาว 24 นิ้ว กว้าง 3 นิ้ว และพัครึ่งส่วนแนวยาว และติดซีนขอบทั้งหมด และ เจาะตาไก่ทั้งบนและล่าง เพื่อใช้ร้อยลูกปัด

วิธีทำบัตรเลข
1. ตัดกระดาษแข็งยาว 2.5 นิ้ว กว้างตามจำนวนเลข เช่น เลข 2 กว้าง 2 นิ้ว เลข 3 กว้าง 3 นิ้ว
2.นำกระดาษที่ตัดครบหมดแล้วมาติดพลาสติกใส เพื่อความเรียบร้อยและสวยงาม


††††††††††††††††††††††††
††††††††††††††††††††††††




คู่มือการใช้สื่อ

ชื่อสื่อ ร้อยลูกปัดตามตัวเลข
เกมร้อยลูกปัดตามตัวเลขเป็นสื่อที่เกี่ยวกับการพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อของเล็ก ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องของการนับเลข 1-5 สี ขนาด เป็นสื่อที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์และการลงมือปฏิบัติจริงของเด็ก ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และความสนุกสนาน

จุดประสงค์
เพื่อให้เด็กรู้เลข 1-5 สี ขนาดที่ต่างกัน

ประโยชน์ที่ได้รับ
1.เพื่อพัฒนาพัฒนาการ ทั้ง 4 ด้าน
2.เด็กมีความรู้เรื่องสี การนับเลข 1-5
3.เด็กได้ลงมีปฏิบัติด้วยตัวเอง

อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจกรรม
1.แผ่นร้อยลูกปัด
2.บัตรตัวเลข
3.ลูกปัด

วิธีการใช้สื่อ
1.ครูอธิบายวิธีการเล่น ให้เด็กวิ่งนำบัตรตัวเลขไปเสียบไว้ที่แผ่นร้อยลูกปัด และวิ่งกลับมาเอาลูกปัดที่มีสีเดียวกับบัตรและเท่ากับจำนวนเลขที่หยิบมาร้อยกับแผ่นร้อยลูกปัด
2.แบ่งกลุ่มเด็กออกเป็น 3 กลุ่มๆละเท่าๆกัน
3.ครูสาธิตการทำกิจกรรมให้เด็กดูเป็นตัวอย่าง
4.เด็กทำกิจกรรมด้วยตัวเอง
5.เด็กกลุ่มไหนทำเสร็จก่อนให้นั่งรอเพื่อน
6.เมื่อทำกิจกรรมเสร็จแล้วเด็กทำความสะอาดร่างกาย

กิจกรรมเสริม

กิจกรรมที่ 1 ร้อยลูกปัดตามตัวเลข
จำนวนผู้เล่น 15 คน

วิธีการเล่น
1.แบ่งผู้เล่นออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
ด่านที่ 1 วิ่งสองขา
ด่านที่ 2 ใช้ช้อนตักลูกปัดส่งไปให้เพื่อนข้างหน้าทีละคน
ด่านที่ 3 นำบัตรภาพไปเสียบและวิ่งกลับมาเอาลูกปัดไปร้อย

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เด็กได้รู้จักสี ขนาดของบัตรที่ต่างกัน
การนับเลขจากการหยิบลูกปัดได้

ระยะเวลาที่ใช้ 30 นาที

กิจกรรมที่ 2 แยกสีให้ถูก
จำนวนผู้เล่น 30 คน

วิธีการเล่น
1. แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 กลุ่ม
2. ให้เด็กสังเกตลูกปัดที่มีสีแตกต่างกัน
3. กำหนดสีให้แต่ละกลุ่ม ให้เด็กวิ่งเอาลูกปัดที่มีสีเดียวกันมาให้ครบ โดยหนึ่งคนหยิบได้ทีละลูก

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ในการวิ่งแล้ว
หยุดเด็กได้ทักษะในการสังเกตสีที่ต่างกัน

ระยะเวลาที่ใช้ 30 นาที

กิจกรรมที่ 3 หยิบมาให้ตรงนะ
จำนวนผู้เล่น 30 คน

วิธีการเล่น
1. แบ่งผู้เล่นออกเป็น 6 กลุ่ม
2. ให้เด็กวิ่งหยิบลูกปัดไปร้อยไว้ก่อน แล้วจึงเอาบัตรไปเสียบ โดยที่คนต่อมาห้ามหยิบสีซ้ำกับเพื่อน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เด็กรู้จักการแก้ปัญหา ได้ใช้กล้ามเนื้อเล็กในการหยิบจับอุปกรณ์
ระยะเวลาที่ใช้ 30 นาที

กิจกรรมที่ 4 หยิบมาห้ามเหมือน
จำนวนผู้เล่น 30 คน

วิธีการเล่น
1. ครูผู้สอนเป็นคนกำหนดเลขและให้เด็กแต่ละคนวิ่งไปหยิบลูกปัดมาเท่าจำนวนที่ครูบอกโดยสีที่หยิบมาห้ามเหมือนกันในแต่ละเที่ยว เช่น ครูให้เด็กหยิบลูกปัด 4 ลูก เด็กต้องหยิบมา 4 ลูก แต่สีต้องไม่เหมือนกันทั้ง 4 ลูก

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เด็กได้รู้จักการสังเกตของสีที่ต่างกัน
ระยะเวลาที่ใช้ 30 นาที

กิจกรรมที่ 5 หยิบตามคำบอก
จำนวนผู้เล่น 30 คน

วิธีการเล่น
ครูกำหนดให้เด็กหยิบลูกปัดตามจำนวนที่ครูบอก โดยหยิบอย่างไรก็ได้ให้ได้เท่ากับที่บอก เช่น เลข 5 ให้เด็กหยิบลูกปัดมา 5 ลูก โดยมีสีแดง 2 ลูก สีม่วง 2 ลูก สีชมพู 1 ลูก แล้วแต่เด็กจะหยิบสีใดเท่าไหร่

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เด็กสามารถเปรียบเทียบสีได้
เด็กรู้จักการตัดสินใจด้วยตนเอง
ระยะเวลาที่ใช้ 30 นาที

กิจกรรมเสริมประสบการณ์
ความคิดรวบยอด
เด็กนับตัวเลข1,2,3,4,5 และบอกสี เขียว ส้ม ชมพู ม่วง แดงได้

จุดประสงค์
1.เด็กนับตัวเลข 1,2,3,4,5 ได้
2.เด็กบอกสีที่ต่างกันได้
3.เด็กปฏิบัติตามคำสั่งได้
4.เด็กเล่นร่วมกับเพื่อนได้
5.เด็กกล้าแสดงออก

เนื้อหา
เด็กสามารถนับตัวเลข1,2,3,4,5 และบอกสี เขียว ส้ม ชมพู ม่วง แดงได้

กิจกรรม
1. ครูทักทายและแนะนำชื่อกับเด็ก
ครู : สวัสดีค่ะครูชื่อครูนุ้ยนะคะ วันนี้เรามาทำกิจกรรมการนับเลขกันดีไหม เด็กอยากทำไหมคะ เด็กลองชูมือขึ้นมาซิคะแล้วเรามานับ 1-5 กัน
2.ครูร้องเพลงให้เด็กฟัง
3. ครูแนะนำกิจกรรม
ครู : เด็กเห็นเลขอะไรที่อยู่ในห้องนี้บ้าง
ครู : เด็กทำนิ้วตามจำนวนตัวเลขที่เห็นนะ
ครูนำบัตรเลขมาสนทนากับเด็ก
ครู : เด็กเห็นสีอะไรบ้าง
ครู : เด็กเห็นสีนี้แล้วนึกถึงอะไร
4. ครูให้เด็กตบอวัยวะตามที่ครูสั่ง ตามจำนวนที่ครู
บอก เช่น เลข 2 ให้ตบตัก 2 ครั้ง
5. ครูกำหนดเลขและให้เด็กจับกลุ่มกับเพื่อนให้ได้
ตามจำนวนที่ครูกำหนด
ครูเล่านิทานให้เด็กฟังและให้เด็กร่วมกันนับตัวละครที่อยู่ในนิทาน

สื่อ
1.หนังสือนิทาน
2.บัตรเลข
ประเมินผล
1.สังเกตเด็กนับตัวเลข 1,2,3,4,5
2.สังเกตเด็กบอกสีที่ต่างกัน
3.สังเกตเด็กปฏิบัติตามคำสั่ง
4.สังเกตเด็กเล่นร่วมกับเพื่อน
5.สังเกตเด็กกล้าแสดงออก

ปรับแผน
บัตรตัวเลขที่ครูนำมาสนทนากับเด็กควรมีขนาดใหญ่ให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน

กิจกรรมกลางแจ้ง
จุดประสงค์
1.เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายโดยการวิ่งแล้วหยุดได้ทันที
2.เด็กนับตัวเลข 1,2,3,4,5 ได้
3.เด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กในการหยิบและร้อยลูกปัด
4.เด็กสามารถแยกสีที่ต่างกันได้
5.เด็กสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้
6.เด็กมีความสุขในขณะที่ทำกิจกรรม
7.เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรม
8.เด็กสามารถทำความสะอาดร่างกายหลังทำกิจกรรม

เนื้อหา
1. พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่โดยการวิ่งแล้วหยุดได้ทันที
2. พัฒนาอารมณ์ สังคมโดยเล่นร่วมกับผู้อื่น
3.เด็กนับตัวเลข 1,2,3,4,
กิจกรรม
1.ครูแนะนำกิจกรรมให้เด็กฟัง
-ด่านที่ 1
ครูมีจุดสีสองสี สีแดงให้เด็กวิ่งซิกแซ็กไปข้างหน้า สีเขียวให้กระโดดสองขาข้ามเส้น
-ด่าน 2
ครูให้เด็กต่อแถวและให้คนหลังสุดใช้ช้อนตักลูกปัดทีละลูกส่งไปให้เพื่อนข้างหน้าเรื่อยๆ จนถึงคนแรกเมื่อถึงแล้วให้ใส่ตะกร้ารวมไว้ในแต่ละแถว
-ด่าน 3
ครูให้เด็กหยิบบัตรตัวเลขมาเสียบไว้ทีละคนจนครบ ให้เด็กคนแรกที่เสียบบัตรมาหยิบลูกปัดมาร้อยกับเชือกโดยให้ตรงกับตัวเลขที่เสียบและสีลูกปัดต้องเป็นสีเดียวกับบัตรตัวเลข
2.ครูและเด็กสร้างข้อตกลงร่วมกัน
3.เด็กเล่นเกมด้วยตนเอง
4.ครูดูแลอย่างใกล้ชิดขณะที่เด็กทำกิจกรรม
5.ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม
6.เก็บอุปกรณ์การเล่นและทำความสะอาดร่างกาย

สื่อ
1. สนาม
2.ลูกปัด
3.แผ่นร้อยลูกปัด
4.บัตรตัวเลข
5.ช้อน
6.ตะกร้าใส่ลูกปัด

ประเมินผล
1.สังเกตจากการที่เด็กเคลื่อนไหวร่างกาย โดยใช้กล้ามเนื้อใหญ่ในการวิ่งนำลูกปัดมาร้อย
2.สังเกตการที่เด็กใช้มือกับตาที่สัมพันธ์กันในที่ร้อยลูกปัด
3.สังเกตเด็กมีความสุข ความสนุก และตื่นเต้นในการทำกิจกรรม
4.สังเกตการที่เด็กปฏิบัติตามข้อตกลง
5.สังเกตการเด็กทำกิจกรรมได้ตามเวลาที่ กำหนด
6.สังเกตการที่เด็กร้อยลูกปัดตามตัวเลข และการแยกสี
7.สังเกตการที่เด็กทำความสะอาดร่างกายหลังทำกิจกรรม

ปรับแผน
ครูควรสร้างข้อตกลงและอธิบายขั้นตอนการทำกิจกรรมให้ชัดเจน สื่อควรแข็งแรงมากกว่านี้


ภาพถ่ายกิจกรรม
สะท้อนภาพถ่ายเสริมประสบการณ์





ครูนำบัตรตัวเลขให้เด็กดูและให้สังเกตว่าในห้องเรียนมีตัวเลขที่เหมือนกับเลขที่เห็นตรงไหนบ้าง เด็กบอกตัวเลขที่เห็นได้และบอกว่ามีตัวเลขอยู่ข้างหลังครูนุ้ย และมีอยู่มุมหนังสือ ครูให้เด็กบอกเลขที่เห็น เด็กสามารถบอกได้ เด็กมีประสบการณ์เดิมจากการเรียนในห้องเรียน







ครูให้เด็กตบอวัยวะส่วนต่างๆ เบาๆ เท่ากับจำนวนเลขที่เด็กเห็น เช่น ตบตัก ตบศีรษะ เด็กสามารถทำตามที่ครูบอกได้ แต่บางคนยังไม่ค่อยเข้าใจที่ครูบอก






ครูเล่านิทานให้เด็กฟังโดยครูนำนิทานที่เกี่ยวกับการนับ เรื่อง โดนี่เพื่อนรัก โดยให้ เด็กนับตัวละครที่มีอยู่ในนิทาน เด็กๆ สามารถนับได้ มีบางคนที่นับเลขเกิน ครูให้เด็กพยายามนับใหม่






สะท้อนภาพถ่ายกิจกรรมกลางแจ้ง





ครูและเด็กสร้างข้อตกลงร่วมกันก่อนลงมือทำกิจกรรม ครูอธิบายขั้นตอนการทำกิจกรรม เด็กบางคนไม่สนใจฟัง ครูพูดเสียงค่อยไม่ชัดเจน










เด็กทำกิจกรรมโดยนำลูกปัดมาร้อยกับเชือกเท่ากับจำนวนตัวเลขที่นำมาเสียบไว้ ซึ่งเด็กบางคนสามารถทำได้โดยที่ครูไม่ต้องช่วยเหลือ แต่บางคนยังคงต้องให้ครูช่วยในการทบทวนตัวเลขที่ตัวเองนำมาเสียบไว้








หลังจากที่เด็กทำกิจกรรมเสร็จครบทุกกลุ่ม ครูนำผลงานของแต่ละกลุ่มมาตรวจสอบความถูกต้องโดยให้เด็กๆ ช่วยกันนับว่าลูกปัดครบตามจำนวนตัวเลข
หรือไม่ เด็กสามารถตอบได้








สื่อประกอบการจัดกิจกรรม




กิจกรรม : การนำสื่อที่ผลิตมาจัดกิจกรรมให้กับเด็กอายุ 3 ปี
เพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์